เมืองไทยเรามีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งแรกในประเทศไทย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร … วังหน้าแห่งรัตนโกสินทร์

วันนี้อยากพามาเที่ยวชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สิ่งทีน่าสนใจคือเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  แห่งแรก ในประเทศไทย สถานที่เที่ยวแหล่งความรู้ เที่ยววันเดียวได้ความรู้ประวัติศาสตร์กลับบ้านไปเล่าต่อกันได้เลยค่ะ

การเดินทางก็สะดวก ภายในพิพิธภัณฑ์มีร้านของที่ระลึกให้เลือกซื้อกันได้ และมีร้านกาแฟเล็กมานั่งจิบกาแฟนั่งตากแอร์เย็นๆก่อนเข้าชมก็ได้นะค่ะ ถ้าเราสบายใจแล้วเราพร้อมที่จะเดินชมพิพิธภัณฑภายในมีห้องจัดแสดงมากมายให้เลือกชมสามารถเดินตามแผนที่ได้ค่ะรับรองไม่หลงทางแน่นอนค่ะ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย ตั้งอยู่ใน                             เขตพระนครกรุงเทพมหานคร บริเวณพระราชวังบวรสถานมงคล หรือส่วนหนึ่งของที่ประทับ วังหน้า ซึ่งก็คือพื้นที่พระราชวังของสมเด็จพระบวรราชเจ้าตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เป็นต้นมา

วันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ ไม่รู้จะไปเที่ยวไหนขอแนะนำที่เที่ยวแหล่งความรู้ประวัติศาสตร์ ที่คุณต้องมาสัมผัส วันนี้จะพามาเที่ยวเที่ยวพิพิธภัณฑ์ 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร … วังหน้าแห่งรัตนโกสินทร์

จุดเริ่มต้นของการเดินทางก่อนเราจะเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
เราต้องเจอกับห้องแรกก่อนนะค่ะนั่นก็คือ (ห้องจำหน่ายบัตร) นั่นเองค่ะผู้เข้าชมต้องมซื้อบัตรก่อนเข้าชม                 
หน้าจุดจำหน่ายบัตรมีวันเวลาในการเข้าชมติดไว้ให้ทราบ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ   พระนคร

 เปิดบริการ พุธ – อาทิตย์
เวลาทำการ 09.00 –  16.00 น.  ปิดทำการวันจันทร์ – วันอังคาร 

ขอเเนะนำสำหรับใครที่ใช้เป็นกระเป๋าเป้/หรือแบบสะพายหลัง ทางเจ้าหน้าที่จะให้ฝากไว้ค่ะ เพราะมีความเสี่ยงที่จะไปกระทบถูกสิ่งของที่จัดแสดงโดยไม่ตั้งใจ สำหรับกระเป๋าถือ กระเป๋าสะพายข้างที่ใบไม่ใหญ่มาก สามารถถือเข้าไปได้

 

มาซื้อบัตรเข้าชมกันเถอะค่าบัตรเข้าชม

  • คนไทย 30 บาท ต่างชาติ 200 บาท
  • เด็กนักเรียนนักศึกษาเข้าชมฟรี ผู้สูงอายุเข้าชมฟรี (ชีวิตดี๊ดี) ไม่ต้องกลัวเดินหลงทางเเน่นอนค่ะ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เเจกแผนที่หรือแผ่นพับให้เดินชมทั่วพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พร้อมเเล้วมาเดินเที่ยวชมกันเลยค่ะ

อาคารแรกที่อยู่ถัดจากห้องขายตั๋ว คือ หมายเลข 1 พระที่นั่งศิวโมกขพิมานเดินตามแผนที่มาห้องจัดแสดงแรก คือ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน เป็นห้องจัดแสดงประติมากรรมสำคัญ อย่างศิลาจารึก ธรรมจักรศิลาและกวางหมอบ รูปปั้นสำคัญก็จะจัดแสดงไว้ในห้องนี้ด้วย มันตื่นเต้นที่ทุกอย่างที่เราเห็นเป็นของจริง ไม่ใช่แบบจำลอง ธรรมจักรที่เห็นก็เป็นศิลปะสมัยทวารวดีจริง ๆ (หรือบางส่วนที่เป็นแบบจำลองจะมีป้ายกำกับไว้ ที่นี่มีเครื่องประกอบคำบรรยายไว้บริการ ต้องเอาบัตรประชาชนไปแลก แล้วเดินเสียบหูฟังตามโบราณวัตถุชิ้นต่าง ๆ และอีกอย่าง ที่นี้เป็นห้องแอร์ด้วยเดินชมและฟังบรรยายได้เพลิน ๆ

 

เดินออกจากห้องหมายเลข 1  เราจะเห็นอาคารไม้สีแดงๆ อยู่ตรงข้ามด้านขวามือ อาคารนั้นคือ หมายเลข8 เดินเพลินๆมาแวะชม พระตำหนักแดง ฟังชื่อเเล้วมันก็น่าค้นหาไหมล่ะค่ะ

พระตำหนักแดง เดิมนั้นตั้งอยู่บริเวณด้านหลังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง  รัชกาลที่ ๑ ได้โปรดฯให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระพี่นางเธอ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ซึ่งเป็นพระพี่นางพระองค์เล็ก และก็ได้สร้างพระตำหนักเขียวขึ้นเพื่อถวายเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี ซึ่งเป็นพระพี่นางพระองค์ใหญ่ พระตำหนักแดงเป็นพระตำหนักประกอบด้วยเรือนหลายหลังรวมเป็นหมู่ พระตำหนักขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทางเบื้องหลังพระที่นั่งพิมานรัตยา ซึ่งอยู่ในส่วนของหมู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ส่วนที่มาของชื่อพระตำหนักแดงนั่นได้เรียกตามสีของตัวพระตำหนักซึ่งทาสีแดงทั้งหลัง

ส่วนที่เป็นไฮไลท์สำคัญสำหรับผู้ที่มาเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จะพลาดไม่ได้อีกส่วนหนึ่งคือ หมายเลข 2 พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ไหว้พระพุทธรูป พระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์

พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เป็นพระที่นั่งภายในพระราชวังบวรสถานมงคล  สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเดิมมีนามว่า พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ เดิมสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทมีพระราชดำริให้สร้างขึ้นเพื่อทำการพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีตรุษสารท พระราชพิธีโสกันต์พระเจ้าลูกเธอ เป็นต้นหลังจากนั้น เมื่อปี พ.ศ. 2330 พระองค์เสด็จไปยังเชียงใหม่และไดัอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมา พระองค์จึงทรงพระราชอุทิศพระที่นั่งองค์นี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ต่อมา สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ทรงเปลี่ยนนามพระที่นั่งองค์นี้ว่าพระที่นั่ง      พุทไธสวรรย์ ปัจจุบัน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์เป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ไฮไลท์ห้องจัดแสดงนี้ค่ะเพราะเปิดใหม่ต้องเข้าชมให้ได้ห้องนี้มีชื่อห้องผ้าชื่นชมสารพัดผ้าแสนสวย   

พระที่นั่งอุตราภิมุข หรือห้องผ้าที่ดูเผินๆแล้วคล้ายห้องแต่งตัวหลังโรงละคร เพราะเต็มไปด้วยเครื่องแต่งกายและผ้าลายเก่าแก่ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุที่เคยใช้งานในราชสำนัก พื้นที่ในห้องแบ่งเป็น 3 ส่วน คือผ้าฝ่ายหน้า        (ผู้ที่ใช้คือคนในวังหน้า) ฉลองพระองค์  (ชุดของพระมหากษัตริย์และคนสนิท) และผ้าฝ่ายใน (ผู้ที่ใช้คือคนในวังหลวง) รวมถึงมีส่วนให้ลองเรียนรู้การผลิตและรีดผ้ายุคเก่าอีกด้วยไฮไลต์ของที่นี่คือฉลองพระองค์ทรงยุโรปสีครีมของรัชกาลที่4 ประดับลายใบและลูกโอ๊ก และฉลองพระองค์ครุยกรองทองของเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ หรือ ‘ฝ่ายหน้า’ ปักด้วยดิ้นทองทั้งตัว

 

เดินต่อมาที่ห้องจัดเเสดง ชมหัวโขน หุ่นเชิดและเครื่องดนตรีโบราณ ในห้องนาฏดุริยางค์ สวยค่ะห้องนี้รับรองไม่ผิดหวังกับบ้านเเน่นอนค่ะ (หุ่นเล็ก งานละเอียดสวยงามมากจริงๆ ค่ะ )

เดินต่อมาที่พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ที่ห้องจัดเเสดงนี้เกี่ยวกับที่ประทับเก่าของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ที่ประทับเก่าของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ประทับเก่าของผู้ทรงดำรงพระราชอิสริยยศเทียบเท่าพระเจ้าแผ่นดินเคียงคู่รัชกาลที่4คืออาคาร 2ชั้น ด้านล่างซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของข้าราชบริพารถูกปรับปรุงให้เป็นนิทรรศการเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระองค์ ส่วนด้านบนรักษาสภาพไว้ให้เหมือนครั้งใช้งานนั่นคือมีทั้งห้องพระบรรทมห้องสมุดห้องทรงพระอักษร คล้ายกับว่าเจ้าของเพียงแค่ออกไปข้างนอก อีกไม่นานก็จะกลับเท่านั้น

 

เดินทางต่อมาที่ตึก 3 อาคารมหาสุรสิงหนาท อาคารมีเรื่องราวประวัติศาสตร์หลายอย่างภายในตึกมีห้องจัดแสดง 6 ห้อง จัดแสดง อาทิเช่น  ห้องเทวรูปโบราณ  ห้องก่อนประวัติศาสตร์ /ห้องศิลปะชวา/ ห้องศิลปะทวาราวดี /ห้องศิลปะลพบุรี  /ห้องศิลปะศรีวิชัย

ภายในตึกมีห้องจัดแสดง 6 ห้อง ดังนี้ค่ะ

1.ห้องเทวรูปโบราณ  จัดแสดงเทวรูปในศาสนาพราหมณ์ที่ได้พบในประเทศไทยมีอายุตั้งแต่ประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ 10 พุทธศตวรรษที่ 14  ได้แก่ ประติมากรรมรูปพระนารายณ์ และพระกฤษณะ พระอาทิตย์ ศิวลึงค์ อันเป็นรูปเคารพแทนพระอิศวรเป็นต้น

2.ห้องก่อนประวัติศาสตร์ จัดแสดงเรื่องราวและหลักฐานทางโบราณคดีในประเทศไทยสมัยก่อนมีการบันทึกหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ตั้งแต่ที่พบหลักฐานเป็นเครื่องมือหิน มีอายุกว่าหนึ่งแสนปีมาแล้ว จนกระทั่งพบว่ามนุษย์เริ่มอาศัยในดินแดนประเทศไทยเมื่อราว 37,000 ปีมาแล้ว โดยแบ่งตามวิวัฒนาการในการดำรงชีพและความก้าวหน้าในการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้เป็นยุคสมัย

3.ห้องศิลปะชวา   จัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปะวัตถุ ประเภทประติมากรรมศิลาจากเกาะชวาประเทศอินโดนีเซีย แบ่งออกเป็นศิลปะชวาภาคกลาง ราวพุทธศตวรรษที่ 13-15 และชวาภาคตะวันออก อายุราวพุทธศตวรรษที่ 15-19 เป็นโบราณวัตถุที่รัฐบาลฮอลลันดาถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

4.ห้องศิลปะทวาราวดี  จัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปะวัตถุ ในวัฒนธรรมทวาราวดี ซึ่งนับเป็นวัฒนธรรมสมัยประวัติศาสตร์ยุคแรก ราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 ได้แก่ ธรรมจักร พระพุทธรูปศิลาจำหลัก พระพุทธรูปสำริด ประติมากรรมดินเผาและปูนปั้นประดับสถาปัตยกรรม จารึก สถูปจำลอง เครื่องประดับ และภาชนะดินเผา เป็นต้น

5.ห้องศิลปะลพบุรี  จัดแสดงศิลปะเขมรในประเทศไทย รวมถึงศิลปะท้องถิ่น อันได้รับอิทธิพลศิลปะเขมรซึ่งนักประวัติศาสตร์และโบราณคดีรวมเรียกว่าศิลปะลพบุรี มีอายุตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 11-18

6.ห้องศิลปะศรีวิชัย จัดแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์และโบราณวัตถุจากคาบสมุทรทางภาคใต้ ราวพุทธศตวรรษที่13-18 ได้แก่ พระอวโลกิเตศวร สิลปะสรีวิชัย จากอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานีและประติมากรรมสำริดในศาสนาพุทธลัทธิมหายาน ศิลปะสรีวิชัย พระพุทธรูปนาปรก ศิลปะศรีวิชัย เป็นต้น

 

ห้องหมายเลขชมราชรถและพระโกศต่างๆ ในโรงราชรถ

ภายในโรงราชรถเป็นที่เก็บรักษาและจัดแสดงราชรถสำคัญของแผ่นดิน รวมถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระบรมศพ โดยราชรถที่สำคัญคือ “พระมหาพิชัยราชรถ” ซึ่งจัดสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 เพื่อใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (พ่อของรัชกาลที่ 1) และจากนั้นก็ใช้ในการอัญเชิญพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดิน พระบรมชนก พระราชชนนี พระอัครมเหสี และพระมหาอุปราช ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงเรื่อยมา จนกระทั่งในรัชกาลที่ 6 ที่พระมหาพิชัยราชรถชำรุด จึงใช้ “เวชยันตราราชรถ” เป็นรถทรงพระบรมศพของรัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 8 และครั้งสุดท้ายคือการอัญเชิญพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 หลังจากนั้น ได้มีการซ่อมแซม “พระมหาพิชัยราชรถ” จนแล้วเสร็จ และใช้ในการอัญเชิญพระโกศพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี (พ.ศ. 2539) อัญเชิญพระโกศพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (พ.ศ.2551) และอัญเชิญพระโกศพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี (ลูกของรัชกาลที่ 6) (พ.ศ.2555)เเละปัจจุบันเป็นที่เก็บโรงราชรถของรัชกาลที่ 9

 

จบเเล้วค่ะหนึ่งวันของการเดินชมพิพิธภัณฑเป็นไงกันบ้างค่ะได้ความรู้เพียบเลยสิค่ะที่สำคัญทางห้องจัดแสดงทุกๆห้องจะมีพี่ๆเจ้าหน้าที่ประจำห้องอยู่เราสามารถสอบถามข้อมูลได้นะค่ะพี่ๆให้ข้อมูลได้ดีมากๆอยากให้ทุกๆคนมาเที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครแห่งนี้เเล้วคุณจะหลงรักเหมื่อนที่นุ่นหลงรักค่ะ เเล้วคุณจะรู้ว่าเมืองไทยมีที่เที่ยวที่งดงาม

(นุ่นงานแผนการตลาดภาคกลาง) 

คำยอดนิยม