สายบุญห้ามพลาด เที่ยววัดดัง ไหว้พระใหญ่ 10 วัดดัง @ภาคกลาง

ทำงานมาครึ่งปีแล้ว หากรู้สึกอยากออกไปเดินทางออกไปชาร์ตแบต ทำบุญ เติมพลังใจให้ชีวิตกระปรี้กระเปร่า ใน 17 จังหวัดภาคกลางมีวัดมากมายให้เพื่อนๆ ได้เดินทางไปทำบุญกันได้ตลอดเวลา ทั้งในช่วงวันธรรมดา หรือจะไปช่วงวันหยุดเสาร์- อาทิตย์

แต่สำหรับใครที่อยากทำบุญแล้วขอพรให้ชีวิตการทำงานในครึ่งปีหลังเฮงๆ ปังๆ เติบโตในหน้าที่การงาน ทำงานแล้วมีความสุข แอดมินขอแนะนำ 10 วัดพระองค์ใหญ่ใกล้กรุงที่ใครๆ ก็นิยมไปขอพร มาชวนเพื่อนๆ ไปเช็คอิน…พร้อมแล้วตามมาเลย

1. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราช (พระพุทธไสยาสน์) กรุงเทพฯ

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร และเป็นวัดประจำรัชกาลของ ร.1 สำหรับความสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้คือ ที่นี่ถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ ที่รวมจารึกสรรพวิชาหลายแขนง แถมยังได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกเป็นมรดกความทรงจำโลกของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกด้วย

เมื่อเดินทางเข้ามายังภายในพระอุโบสถ จะพบกับ “พระพุทธไสยาสน์” พระพุทธรปปางไสยยาสน์ประธานที่ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ ซึ่งภายในองค์พระบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ฐานชุกชีประดิษฐานพระบรมราชสรีรางคาร ร.1 อีกหนึ่งอย่างก็คือวัดนี้เป็นวัดที่มีพระเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย ที่นับรวมกันแล้วได้ประมาณ 99 องค์ องศ์พระเจดีย์ที่สำคัญ คือ พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ซึ่งเป็นพระมหาเจดีย์ประจำร.1, ร.2 , ร.3 และ ร.4

จุดท่องเที่ยวที่เป็นไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดของที่นี่คือ การได้เข้าไปชมวิหารพระพุทธไสยาสน์ ชื่นชมกับพระมหาเจดีย์สี่รัชกาล อีกทั้งยังมีศาลาการเปรียญ, เขตพระอุโบสถ, พระอุโบสถและพระวิหารทิศ อีกด้วย นับเป็นอีกหนึ่งวัดดังที่เก่าแก่ สำคัญและสวยงามเป็นอย่างมากเลยก็ว่าได้

ที่ตั้ง : 2 ถนนสนามชัย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ

เวลาเปิดปิด : เวลา 08.30-17.00 น.

โทรศัพท์ : 02 226 0335, 02 226 0369

เว็บไซต์ : http://www.watpho.com/

2.วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร (หลวงพ่อพระนอนจักรสีห์) จ.สิงห์บุรี

วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร พระอารามหลวงชั้นตรีที่ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง “หลวงพ่อพระนอนจักรสีห์” พระพุทธเจ้าปางไสยาสน์ที่ใหญ่และยาวที่สุดในประเทศและคาดว่าเก่าแก่มาก ๆ เพราะไม่ปรากฏหลักฐานความเป็นมาที่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าท้าวอู่ทองเป็นผู้สร้างพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้น

จุดเด่นขององค์พระนอนนั้นคือพุทธลักษณะขององค์พระแบบสุโขทัย ที่มีความอ่อนช้อยสวยงามตัวองค์พระยาว 47 ม. 42 ซม. ซึ่งนอกจากการเดินทางไปชมและสักการะองค์พระพุทธไสยาสน์ อันตระการตาแล้ว ยังมีจุดอื่น ๆ ที่น่าสนใจอย่าง พระกาฬ พระพุทธรูปศิลาลงรักปิดทองและ พระแก้ว พระหล่อนั่งขัดสมาธิเพชร ที่มีพุทธศิลป์งดงาม โดยสร้างขึ้นในสมัย ร.5 ที่ทรงใช้เป็นพระประธานในการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการ และเมื่อเดินออกมาด้านหน้าวิหารยังจะพบต้นสาละต้นใหญ่ยักษ์สุดอลังการที่แตกช่อดอกสวยงามดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปถ่ายรูปอีกด้วย

ที่ตั้ง : ต.จักรสีห์ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

เวลาเปิดปิด :  เวลา 06.00-17.00 น.

โทรศัพท์ : 036 520 251, 036 543 415

เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/watpranonchaksi

3.วัดพนัญเชิงวรวิหาร (พระพุทธไตรรัตนนายก) จ.พระนครศรีอยุธยา

วัดพนัญเชิงวรวิหาร วัดเก่าแก่ของอยุธยาเมืองเก่าที่มีชื่อเสียงมายาวนานเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ที่ภายในประดิษฐาน “พระพุทธไตรรัตนนายก” หรือ “หลวงพ่อซำปอกง” หรือที่หลายคนเรียกว่า “หลวงพ่อโต” พระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพระนครศรีอยุธยา พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 20 ม., สูง 19 ม. ส่วนชื่อของวัด คำว่า พแนงเชิง ความหมายคือ นั่งขัดสมาธิ ฉะนั้น คำว่า วัดพนัญเชิง (วัดพระแนงเชิง หรือ วัดพระเจ้าพแนงเชิง) ซึ่งหมายถึงวัดแห่งพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัย คือ หลวงพ่อโต นั้นเอง

นอกจากนี้บริเวณใกล้ ๆ กับวัดยังเป็นที่ตั้งของ ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก อีกหนึ่งตำนานความเชื่อของที่มาของชื่อวัดพนัญเชิง หลังจากที่พระนางสร้อยดอกหมากกลั้นใจสิ้นพระชนม์ หลังจากที่มีความน้อยพระทัยในพระเจ้าสายน้ำผึ้ง โดยที่พระนางคงนั่งขัดสมาธิใน เพราะชาวจีนนิยมนั่งขัดสมาธิมากว่านั่งพับเพียบจึงนำมาใช้เรียกชื่อวัด บางคนก็เรียกว่า วัดพระนางเอาเชิง ตามสาเหตุที่ทำให้พระนางถึงแก่ชีวิตนั่นเอง

ส่วนความสำคัญของ ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก คือการเป็นเครื่องยืนยันความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างไทย-จีนมาช้านาน ตั้งแต่สมัยก่อนอยุธยา เพราะอยุธยาละแวกวัดพนัญเชิงจนถึงวัดคลองสวนพลูมีชุมชนชาวจีนตั้งรกรากอยู่หนาแน่นเรื่อยมาจนปัจจุบันและยังมีการจัดงานสืบสานประเพณีจีน เช่น งานเทกระจาด งานล้างป่าช้าจีนและที่นี่ยังเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมและศิลปะจีนที่สวยงามเหมาะแก่การเดินทางมาท่องเที่ยวและศึกษาประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก

ที่ตั้ง : ม.2 ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

4.วัดห้วยมงคล หัวหิน (หลวงพ่อทวด) จ.ประจวบคีรีขันธ์

“วัดห้วยมงคล” หรือชื่อเดิมคือ “วัดห้วยคต” เป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนหลวงพ่อทวดที่ โดดเด่นด้วยตัว องค์หลวงพ่อทวดองค์ใหญ่ที่สุดในโลกมีขนาดหน้าตักกว้าง 9.9 ม., สูง 11.5 ม. บนฐานสูง 3 ชั้น ชั้นล่างกว้าง 70 ม., ยาว 70 ม. โดยภายใต้ฐานยังเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ไว้เพื่อปฏิบัติศาสนกิจในวันสำคัญทางศาสนา โดยมีการน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นองค์พระที่สร้างเป็น พระราชกุศลเนื่องในวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบของ ร.9 รวมทั้งเผยแผ่และสืบทอดพระพุทธศาสนา อีกทั้งให้เป็นสถานที่เคารพสักการบูชา เป็นที่พึ่งทางใจของเหล่าพุทธศาสนิกชน รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกที่หนึ่งในหัวหิน

สำหรับชื่อเสียงของวัดแห่งนี้มีมากยาวนานมาก ๆ แล้ว ซึ่งหลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อเสียงของ องค์หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด แกะสลักจากได้ตะเคียนทองขนาดใหญ่อายุกว่าพันปีที่ฝังอยู่ในทรายใต้แม่น้ำยม จ.แพร่ ลึกกว่า 10 ม. โดยชาวบ้านเชื่อกันว่าต้นไม้ที่มีแก่นสูง 1 คืบขึ้นไปจะมีรุกขเทวดาสถิตอยู่เพื่อดูแลปกป้องคุ้มครองคนที่มาสักการบูชา และเมื่อนำต้นตะเคียนทองมาทำรูปเคารพด้วยการแกะเป็นหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดจึงมีอนุภาพและความศักดิ์สิทธิ์เป็นทวีสิทธิ์ ดลบันดาลให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขความเจริญปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและกลายเป็นที่เคารพบูชามาจนถึงปัจจุบัน

ที่ตั้ง : บ.ห้วยคต ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

5.วัดทิพย์สุคนธาราม (พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์) กาญจนบุรี

“พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์” พระพุทธรูปที่จัดสร้างขึ้นเนื่องในโอกาสมหามงคลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ร.9 เฉลิมพระชนม พรรษา 84 พรรษา และในโอกาส ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ปี พ.ศ. 2555 ตัวองค์พระพุทธรูปโดดเด่นเป็นสง่าเป็นพระพุทธรูปปางขอฝน (บางคันธารราฐ) สร้างโดยโลหะสำริดความสูง 32 ม. ยืนอยู่บนฐานสูง 8 ม.

บริเวณโดยรอบ มีหอเกียรติประวัติสมเด็จพระมหาธีราจารย์ อาคารประกอบต่าง ๆ และอ่างเก็บน้ำในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งมีการปรับปรุงภูมิทัศน์สถานที่ให้เปรียบเสมือน “พุทธอุทยาน” ที่มีลานปฏิบัติธรรม เรียกได้ว่าเป็นพระยืนองค์ใหญ่ที่มีความสวยงาม สง่า หาชมยากมาก ๆ อีกหนึ่งที่เลยก็ว่าได้

ที่ตั้ง : อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี

เวลาเปิดปิด : เวลา 08.00-17.00 น.

6. วัดม่วง (พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ) จ.อ่างทอง

เมื่อพูดถึงพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในโลก หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าองค์พระใหญ่นั้นตั้งอยู่เมืองใกล้ ๆ อย่างอ่างทองนี่เอง และ “วัดม่วง” ก็เป็นสถานที่ประดิษฐาน “พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ” หรือ “หลวงพ่อใหญ่” พระพุทธรูปปางมารวิชัย ที่มีหน้าตักกว้าง 63 ม., สูง 95 ม. ก่อสร้างแบบคานคอนกรีตเสริมเหล็กแบบโครงสร้างตึก ก่ออิฐถือปูนฉาบด้วยสีทองทั้งองค์พระ ซึ่งนอกจากความใหญ่โตขององค์พระแล้วที่นี่ยังเป็นวัดเก่าแก่ที่คาดว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย

นอกจากการเดินทางมานมัสการพระใหญ่แล้ว ภายในบริเวณวัดยังมีสถานที่น่าสนใจอีกมากมายทั้ง อุโบสถกลีบบัว, วิหารแก้วที่ด้านในประดับกระจกระยิบระยับ พร้อมประดิษฐาน หลวงพ่อเงิน พระพุทธรูปปางมารวิชัยสร้างด้วยเงินแท้ รวมไปถึงโลงแก้วประดับมุกที่ภายในบรรจุสังขาร หลวงพ่อเกษม อดีตเจ้าอาวาสผู้ริเริ่มการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ต่อมาคือองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมปางพันกร, สวนรูปปั้นจำลองภาพนรกที่แฝงไปด้วยคติธรรม ปาก บุญ คุณ โทษ ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้ทั้งสิริมงคลและคติธรรมในการใช้ชีวิตเลยก็ว่าได้

ที่ตั้ง : ม.6 ต.หัวสะพาน อ.วิเศษชัยชาญ  จ.อ่างทอง

7.วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร (พระพุทธไตรรัตนนายก) กรุงเทพฯ

ถือเป็นอีกหนึ่งวัดในกรุงเทพฯ ที่มีความเก่าแก่และสำคัญมาก ๆ สำหรับ “วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร” หรือ “วัดกัลยาณ์” วัดดังริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีประวัติศาสตร์และความเป็นมาที่ยาวนานตั้งแต่สมัย ร.3 เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร เดิมที่นี่เป็นบ้านและที่ดินของ เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ได้อุทิศและซื้อที่ดินข้างเคียงเพื่อสร้างวัดในปี พ.ศ. 2368

ภายหลังต่อมา ร.3 พระราชทานนามว่า “วัดกัลยาณมิตร” และทรงสร้างพระวิหารหลวงและพระประธานพระราชทานเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ชื่อ “พระพุทธไตรรัตนนายก” หรือ “หลวงพ่อโต” ด้วยมีพระประสงค์จะให้เหมือนกรุงเก่า คือมีพระโตอยู่นอกกำแพงเมือง อย่างเช่นวัดพนัญเชิง ซึ่งหลวงพ่อโต เป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงโดยเฉพาะในหมู่ชาวจีน และพากันเรียกขานท่านว่า ซำปอฮุดกง หรือซำปอกง

เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 5 วา 3 ศอกคืบ สูง 7 วา 2 ศอกคืบ 10 นิ้วตั้งอยู่ภายในพระวิหารขนาดใหญ่กลางวัด ตรงกลางระหว่างวิหารเล็กและพระอุโบสถหน้าวิหารหลวง เป็นหอระฆังที่เพิ่งสร้างใหม่ และเก็บระฆังยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดของไทย

เมื่อเข้าไปในพระอุโบสถ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าพระวิหาร จะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ (ป่าเลไลย์) โดย ร.3 ทรงสร้างพระราชทาน ทั้งยังถือเป็นวัดเดียวในประเทศไทยที่มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง แสดงพุทธประวัติและวิถีชีวิตชาวบ้านชาวเมืองในสมัยรัชกาลที่ 3 มีหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ เป็นที่เก็บพระไตรปิฎกสมัย ร.4 อีกด้วย

ที่ตั้ง : แขวงวัดกัลยา เขตธนบุรี กรุงเทพฯ (ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี บริเวณปากคลองบางกอกใหญ่)

เวลาเปิดปิด : เวลา 06.00-20.00 น.

8.วัดถ้ำเสือ (พระชินประทานพร) จ.กาญจนบุรี

วัดเก่าแก่ในกาญจนบุรี ที่มีรถรางอำนวยความสะดวกของให้นักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นไปสักการะองค์พระชื่นชมความสวยงามของทัศนีย์ภาพรอบตัววัดในมุมสูงได้อย่างสะดวกสบาย ตัววัดตั้งอยู่ห่างจากเขื่อนแม่กลองประมาณ 5 กม.

บริเวณด้านล่างเป็นสถานที่จอดรถ ร้านค้าและศาลาการเปรียญของวัดที่ประดิษฐานหลวงพ่อสิงห์ที่เดินทางมาพบถ้ำเสือและหลวงพ่อชื่นที่เข้ามาบูรณะวัดแห่งนี้ รวมไปถึงส่วนในถ้ำที่แบ่งเป็นห้องโถงใหญ่ประดิษฐานพระประธาน และห้องประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิม

เมื่อขึ้นไปยังด้านบนด้านซ้ายที่ติดกับรถรางเป็นพระเจดีย์เกศแก้วปราสาท ส่วนด้านขวาเป็นสิ่งแรกที่โดดเด่นก็คือ “องค์พระชินประทานพร” ปางประทานพร ประดิษฐานอยู่กลางแจ้งขนาดความสูง 9 วา 9 นิ้ว หน้าตักกว้าง 5 วา 3 ศอก 9 นิ้ว ซึ่งเป็นตัวองค์พระพุทธรูปประดับด้วยโมเสกสีทองทั้งองค์ กลายเป็นพระพุทธรูปที่สวยงาม

ส่วนรอบองค์มีพระเรือนแก้วครอบคล้ายองค์พระพุทธชินราชเมืองพิษณุโลก  ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ขึ้นไปมักจากเดินไปสักการะองค์พระก่อนเดินทางขึ้นไปยังเจดีย์เพื่อนมัสการพระบรมสารีริกธาตุและชมวิวแบบ 360 องศา โดยที่เบื้องล่างสามารถมองเห็นลำน้ำแม่กลอง ท่ามกลางความสวยงามของทุ่งนาได้อย่างสวยงาม รวมไปถึงสามารถมองเห็นเก๋งจีน วัดถ้ำเขาน้อยที่อยู่ติดกันได้อีกด้วยก่อนเสมอ

ที่ตั้ง : ต.ม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

เวลาเปิดปิด :  เวลา 08.00-18.00 น.

9.วัดขุนอินทประมูล (พระนอนวัดขุนอินทประมูล) จ.อ่างทอง

“พระนอนวัดขุนอินทประมูล” หรือ “พระศรีเมืองทอง” พระพุทธไสยาสน์หรือองค์พระนอนองค์สีขาวโดดเด่นสวยงามที่ยาวเป็นอันดับ 2 ของไทย องค์พระประดิษฐานอยู่ภายใน วัดขุนอินทประมูล ต.อินทรประมูล อ.โพธิ์ทอง เมืองเก่าอ่างทอง

สำหรับตัวองค์พระมีความยาวประมาณ 50 ม. เดิมในอดีตนั้นประดิษฐานอยู่ภายในวิหาร แต่ตัววิหารถูกไฟไหม้กลายเป็นซากปรักหักพังเหลือแต่ยังคงเหลือองค์พระตากกลางแจ้งมานับร้อย ๆ ปี เหมือนที่เห็นในปัจจุบัน แต่บริเวณโดยรอบก็ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่เหมาะแก่การเดินทางไปนมัสการแถมในช่วงปลายเดือน เม.ย. ของทุกปียังมีการจัดงานมนัสการองค์พระอีกด้วย

ที่ตั้ง : ต.อินทรประมูล อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง

เวลาเปิดปิด :  เวลา 08.00-17.00 น.

โทรศัพท์ : 035 525 867, 035 525 880

เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/kunin2560/

10.วัดเขาทำเทียม (พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ) จ.สุพรรณบุรี

และสถานที่สุดท้ายคือ “พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “หลวงพ่ออู่ทอง” เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปแกะสลักบนหน้าผาหนึ่งเดียวในไทย แลนด์มาร์กแห่งใหม่ล่าสุดที่ตั้งอยู่ที่เมืองเก่าสุพรรณบุรี ใกล้ ๆ วัดเขาเทียมวัดเก่าแก่ของเมืองสุพรรณบุรี บริเวณเชิงเขาหน้าผามังกรบิน-เขาทำเทียม ซึ่งเป็นเหมืองหินเก่าที่หมดสัมปทานไปแล้ว มีการพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและสร้างพระพุทธรูปขึ้นในปัจจุบัน

สำหรับตัวองค์พระพุทธรูปแกะสลักแบบลอยนูนในปางพุทธมารดา มีความสูงโดยประมาณ108 ม. ตัวฐานกว้าง 88 ม. ส่วนหน้าตักกว้าง 65 ม. แม้ว่าส่วนองค์พระจะอยู่ในขั้นตอนการก่อสร้างแต่ก็เปิดให้นักท่องเที่ยวและพุทธศาสนิกชนที่สนใจเข้ามาสัมผัสความสวยงามได้ เพราะด้วยความสวยงามที่แตกต่างไปจากที่อื่น ๆ คือมีหน้าผาหินรายล้อมตัวพระแถมยังเป็นพื้นที่ใหญ่กว่า 100 ไร่ ที่มีการเตรียมการพัฒนาในส่วนอื่น ๆ ให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวรองรับผู้คนที่เดินทางเข้ามาสักการะองค์พระพร้อมชื่นชมบรรยากาศความสวยงามอลังการของวัด นอกจากนี้ยังมีการขุดอุโมงค์หินให้กลายเป็นถ้ำลึกที่มีลมพัดผ่านเข้ามาเย็นสบายตลอดเวลา เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปและพระแม่ธรณีบีบมวยผมให้นักท่องเที่ยวเข้าไปกราบไหว้บูชาอีกด้วย

ที่ตั้ง : ต.อู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี

โทรศัพท์ : 0836187830

เว็บไซต์ : http://www.arockbuddha.com/, https://www.facebook.com/A.Rock.Buddha/

ได้ข้อมูลและความรู้แบบเต็ม ๆ ไปทั้ง 10 วัดกันแล้ว เชื่อว่าเพื่อน ๆ คงมีตัวเลือกในใจที่อยากเดินทางไปกันบ้างแล้ว

ถ้าอย่างนั้นอย่ารอช้ารีบออกเดินทางกันเลยเพราะแต่ละวัดล้วนอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เก่าแก่ สวยงามเป็นได้ทั้งสถานที่ท่องเที่ยวและกราบไหว้เพื่อเสริมสิริมงคลให้ชีวิตเป็นอย่างดีเลยทีเดียว

คำยอดนิยม