เที่ยวหน้าฝนกับ 10 ที่เที่ยวธรรมชาติสวยใกล้กรุง

ภาคกลาง เที่ยวใกล้ที่ไหนก็สนุก ไม่ว่าฤดูไหนๆ ภาคกลางก็มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ที่เที่ยวง่ายๆ และไปได้ตลอดทั้งปี

กรีนซีซั่นแบบนี้เว็บไซต์เที่ยวภาคกลางเลยไม่ขอพลาดมาชวนเพื่อน ๆ ออกเดินทางไปเที่ยวหน้าฝน กับสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ พร้อมบรรยากาศสดชื่น วันหยุดนี้เก็บกระเป๋า ตามไปเช็คอิน นอนฟังเสียงฝน ชมป่าเขียวๆ วิวหมอกสวยๆ กัน

1.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

แหล่งท่องเที่ยวสวยใกล้กรุง ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติและความสวยงาม และใช้เวลาเดินทางไม่มาก แต่สามารถเดินทางมาสัมผัสทะเลหมอกในยามเช้าได้ตลอดทั้งปี จนได้รับการยกย่องว่าที่นี่เป็นแหล่งชมทะเลหมอกที่สวยที่สุดในภาคกลางเลยก็ว่าได้

ที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตที่มาแล้วไม่ควรพลาดนั่นคือ ยอดเขาพะเนินทุ่ง พะเนินทุ่งแคมป์ น้ำตกทอทิพย์ทะเลสาบเหนือเขื่อนแก่งกระจาน แคมป์บ้านกร่าง น้ำตกแม่สะเลียง ถ้ำหัวช้าง ถ้ำเขาปะการัง เขาปะการัง รวมไปถึงจุดท่องเที่ยวอื่น ๆ อีกมากมาย ส่วนด้านบนก็มีให้เช่าบ้านพัก เช่าเต็นท์และสถานที่กางเต็นท์ให้ค้างแรมไว้ซึมซับบรรยากาศธรรมชาติให้เต็มที่ได้

นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวที่ลิสต์มาให้ชมในข้างต้นแล้วยังมีกิจกรรมไฮไลท์ที่น่าสนใจอย่าง เส้นทางดูนก ส่องสัตว์ บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยสามยอด และการชมฝูงผีเสื้อบินว่อนตามสองข้างทางและตามโป่งดินระหว่างช่วงกิโลเมตรที่ 10-12 ส่วนการเดินทางขึ้นไปชมธรรมชาติภายในอุทยานนั้น ถนนค่อนข้างแคบจึงมีกำหนดเวลาขึ้น-ลง โดยเวลาขึ้นจากบ้านกร่างไปพะเนินทุ่ง คือ 05.30-07.30 น.,13.00-15.00 น. และเวลาลงจากพะเนินทุ่งไปบ้านกร่าง คือ 09.00-10.00 น., 16.00-17.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ต้องการขึ้นก่อน 05.00 น. ต้องทำหนังสือขออนุญาตจากอุทยานฯก่อนทุกครั้ง ส่วนช่วงเวลาปิดฤดูกาลท่องเที่ยวคือหน้าฝน ระหว่างวันที่ 1 ส.ค. – 31 ต.ค.ของทุกปี

ที่ตั้ง : อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

เวลาเปิดปิด : เวลา 06.00-18.00 น.

โทรศัพท์ : 032 772 311

2.อุทยานแห่งชาติพุเตย จ.สุพรรณบุรี

ชวนไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติหนึ่งเดียวในสุพรรณบุรีกับ อุทยานแห่งชาติพุเตย กับเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของพื้นที่อุทยานฯ ที่มีลักษณะเป็นเทือกเขาสูง สลับซับซ้อน สภาพป่าและความหลากหลายของธรรมชาติยังคงความสมบูรณ์อยู่มากๆ

และมีทางเดินศึกษาธรรมชาติอยู่หลายเส้นทางนักท่องเที่ยวสามารถมาเดินชิล ๆ และค้างคืนได้ตลอดทั้งปี

โดยด้านบนของอุทยานฯ จะจัดเป็นโซนกางเต็นท์พักแรม โซนอาหารซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงตะเพินคี่ ที่จะมีแวะเวียนมาทำการแสดงเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ชมเสมอ

ส่วนจุดท่องเที่ยวที่โดดเด่นห้ามพลาดก็คือ บ้านห้วยหินดำ, น้ำตกตะเพินคี่ใหญ่, น้ำตกตะเพินคี่น้อย, หมู่บ้านกะเหรี่ยงตะเพินคี่, ยอดเขาเทวดา สำหรับทดสอบความอึดของร่างกายพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในสุพรรณบุรี, ถ้ำตะเพินเงิน, ถ้ำตะเพินทอง, น้ำตกพุกระทิง, ศาลเลาด้าห์, ต้นปรงยักษ์ และป่าสนสองใบ หนึ่งในจุดท่องเที่ยวที่เหมาะแก่การมาแวะถ่ายภาพสวย ๆ กับวิวงาม ๆ

ที่ตั้ง : บ.ห้วยหินดำ ต.วังยาว อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี

โทรศัพท์ : 035 446 237, 035 446 237

3.อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

เวลาเปิดปิด : เปิดตลอด 24 ชม. (เปิดให้เข้าชมสัตว์ป่าเวลา 14.00-18.00 น.)

หากเพื่อน ๆ อยากชมสัตว์ป่าโดยเฉพาะฝูงช้างป่าและกระทิงขอแนะนำที่นี่เลยกับ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี พื้นที่ธรรมชาติที่มีชื่อเสียงด้านกิจกรรมส่อง ดู สัตว์ มาอย่างยาวนานและห้ามพลาด สำหรับตัวอุทยานนั้นมีพื้นที่ใหญ่ครอบคลุมถึง 4 อำเภอ คือ อ.ปราณบุรี, อ.สามร้อยยอด, อ.กุยบุรี และ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน

เมื่อเข้ามาภายในอุทยานสิ่งที่ทุกคนจะสัมผัสได้ก็คือความเย็นสบายและความสดชื่นของป่าไม้ มีจุดชมสัตว์ป่าหลายจุดแบ่งเป็นจุดชมช้างป่า, จุดชมกระทิง ที่ยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน รวมไปถึงยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติตอไม้จันทร์หอม ต้นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก และเนื่องจากพื้นที่ขนาดกว้างและอยู่ใกล้เป็นแหล่งทำกินของชาวบ้านจึงมีแนวทางในการแก้ปัญหาด้วยการสนับสนุนให้ชาวบ้านมีการจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครอนุรักษ์ช้างไทยขึ้นเน้นการร่วมมือกันระหว่างชุมชนช่วยการสอดส่องดูแลช้างและค้นหาวิธีผลักดันช้างเข้าป่าโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายมากที่สุดอีกด้วย

ที่ตั้ง : ม.9 บ.ย่านซื่อ ต.หาดขาม อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

โทรศัพท์ :  025 610 777 , 025 796 666

เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/kuiburinp.thailand/

4.เขากระโจม จ.ราชบุรี

ไปชมหมอกสวยกับพื้นที่สุดเขตแดนประเทศไทย จ.ราชบุรี แม้ว่าการเดินทางขึ้นไปยังยอดเขากระโจม จะค่อนข้างสมบุกสมบัน แต่นักท่องเที่ยวหลายคนที่ขึ้นไปแล้วต่างล้วนประประทับใจกับความสวยงามของธรรมชาติ บนยอดเขาสูงสุดของเทือกเขาตะนาวศรี เทือกเขาที่กั้นระหว่างไทยกับพม่าเป็นแนวยาว

ใครมาชมวิวที่นี่จะได้เห็นทั้งวิวฝั่งไทย และพม่า ถือเป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์การผจญภัยของนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดีเลยก็ว่าได้ ยิ่งในช่วงเวลาปลายฝนต้นหนาวที่นี่ก็จะยิ่งเกิดทะเลหมอกให้เห็นบ่อยที่สุดเลยก็ว่าได้

ส่วนอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดก็คือ การมาชมพระอาทิตย์ขึ้น-ตก และยิ่งได้มาเที่ยวกับกลุ่มเพื่อน ๆ ก็ยิ่งทวีความสุข สนุกและประทับใจเป็นอย่างมาก แถมยังมีตัวหารค่ารถเพิ่มขึ้นทำให้ทริปนี้ประหยัดไปได้อีกหลายเท่าเลยทีเดียว เพราะการเดินทางขึ้นไปยังยอดเขากระโจมของที่นี่ยังคงต้องใช้บริการรถจากกลุ่มรักษ์เขากระโจมในราคาเหมาขึ้นลง 1,500 บาท หรือค้างคืนราคา 2,500 บาท ส่วนอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่่น่าสนใจอื่น ๆ ได้แต่ น้ำตกผาแดงและเนินมหัศจรรย์ ส่วนจะมหัศจรรย์แบบไหน? ต้องมาพิสูจน์ด้วยตัวเองกันแล้วล่ะ

ที่ตั้ง : หน่วย ตชด.137 อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี

โทรศัพท์ : 032 471 005

5.แก่งส้มแมว จ.ราชบุรี

แก่งส้มแมว หรือชื่อทางการที่ว่า สวนป่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม เพราะที่นี่มีวิวสวยของทิวเขาสลับกับผืนป่าสีเขียวที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์สวยงาม

ไฮไลท์หลักของการเดินทางมาที่นี่ก็คือ วิวลำธารภาชี ที่ไหลกัดเซาะโขดหินมายาวนานจนเกิดการรังสรรค์ความสวยงามตามธรรมชาติได้อย่างน่าแปลกใจ เหมาะที่จะเป็นสถานที่นั่งปิกนิกเล่นน้ำในวันหยุดพักผ่อนกับครอบครัวเป็นอย่างมาก นอกจากจุดท่องเที่ยวที่ว่านี้แล้วยังเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ มีสวนป่าที่จัดสวนหย่อมไว้อย่างสวยงามแล้วยังมี ศูนย์จำหน่ายเซรามิคสินค้าของดีจากชุมชนอีกด้วย

นอกจากหลายคนจะเดินทางมาเที่ยวพักผ่อนที่นี่แบบไปเช้า-เย็นกลับได้อย่างสบายแล้ว ยังสามารถพักค้างคืนด้วยการกางเต็นท์ (ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ก่อนทุกครั้ง) มีร้านอาหาร เครื่องดื่ม และร้านเช่าห่วงยางสำหรับเล่นน้ำในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ไว้บริการอีกด้วย

ที่ตั้ง : บ.ห้วยม่วง ต.ตะนาวศรี  อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี

เวลาเปิดปิด :  ปิดเวลา 18.00 น.

6.ล่องแก่งแม่น้ำเพชรบุรี จ.เพชรบุรี

เอาใจคนรักกิจกรรมผจญภัย สนุก ๆ กันบ้างกับ การล่องแก่งแม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำสายสำคัญของเมืองเพชรที่สองข้างทางเต็มไปด้วยความสวยงาม ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและวิวสวย ซึ่งการล่องแก่งของที่นี่ก็มีผู้ประกอบการณ์ให้เลือกมากมาย

กท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้บริการตามความต้องการเลยทีเดียว โดยส่วนใหญ่แล้วจะมาเป็นแพ็กเกจคู่กับที่พักของทางรีสอร์ท โรงแรม ต่างๆ สำหรับระยะทางของการล่องแก่งรวมประมาณ 8 กม. ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที

ที่ตั้ง : แม่น้ำเพชรบุรี จ.เพชรบุรี

เวลาเปิดปิด : เวลา 08.00-17.00 น.

8.ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า จ.สระบุรี

หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มาเยือนได้ตลอดทั้งปีเลยก็ว่าได้ สำหรับศูนย์ศึกษาธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า ที่เที่ยวยอดฮิตของคนรักธรรมชาติและตั้งแคมป์พักผ่อนแห่งสระบุรี เพราะใช้เวลาเดินทางมาไม่นาน

เมื่อเข้ามาภายในพื้นที่ศูนย์ฯ เพื่อน ๆ จะรู้สึกได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวความหลากหลายของธรรมชาติ และสัตว์ป่าที่ยังคงหากินตามธรรมชาติ

นอกจากการเดินทางมากางเต็นท์พักผ่อนกับธรรมชาติแล้ว ที่นี่ยังมีเส้นทางเดินป่าที่มีให้เลือกถึง 3 เส้นทาง โดยระหว่างทางทุกคนก็จะได้ศึกษาธรรมชาติ สังเกตความหลากหลายของธรรมชาติ พบน้ำตกระหว่างเส้นทาง รวมไปถึงเห็ดแชมเปญสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของที่นี่อีกด้วย

ส่วนที่พักของที่นี่ให้บริการทั้งบ้านพัก เช่าเต็นท์ รวมไปถึงพื้นที่ลานกางเต็นท์ไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่สามารถเลือกได้ตามความต้องการเลยก็ว่าได้

ที่ตั้ง : ม.5 ต.ท่ามะปราง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี

เวลาเปิดปิด :  เวลา 08.30-16.30 น.โทรศัพท์ : 089 237 8659, 080 019 2762

เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศ-เจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า-958630950932820/

9.คลองโคน จ.สมุทรสงคราม

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวทุกคนทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะสนุก สามารถเที่ยวได้ทุกเพศทุกวัยและที่สำคัญคือทุกคนจะได้เข้ามาสัมผัสด้วยตนเองเท่านั้น ทั้งเล่นกิจกรรม พักผ่อน

และสำหรับการท่องเที่ยวที่ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวให้สนุกกว่าเดิมได้เป็นอย่างดี เพราะเราได้เริ่มต้นกิจกรรมด้วยการเห็นวิถีชีวิตชาวประมง เลี้ยงหอย ทำกะปิ ปลูกต้นแสม โกงกาง ฟื้นฟูป่าชายเลนแหล่งอาหารและแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเล ได้กินอาหารพื้นบ้านแบบจัดเต็ม แถมยังได้พักผ่อนแบบโฮมสเตย์ใช้ชีวิตเหมือนชาวคลองโคนเลยทีเดียว

เรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมสนุก ๆ ที่ควรมาลองเรียนรู้ด้วยตัวเองเลยก็ว่าได้

ที่ตั้ง : ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน จ.สมุทรสงคราม

9.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

มาร่วมเรียนรู้วิถีชาวมอญที่เมืองสังขละบุรี อำเภอยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างของชาวมอญ ที่มีการสืบทอดธรรมเนียมและปฏิบัติต่อ ๆ กันมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน โดยสังขละบุรีเป็นเมืองชายแดนที่อยู่ติดกับพม่า โดดเด่นแตกต่างจากทั้งฝั่งไทยและพม่าด้วยชาวมอญ ที่สืบเชื้อสายพื้นเมืองมาตั้งแต่อดีต

นอกจากการเดินทางมาสัมผัสวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวมอญแล้ว ทั่วทั้งเมืองสังขละบุรี ยังเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมายหลายที่ได้แก่สะพานมอญ สะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยที่ยังคงเปิดใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน วัดวังวิเวกการาม วัดที่หลวงพ่ออุตตมะ ที่ชาวมอญและชาวไทยนับถือจำพรรษาอยู่ และปัจจุบันเป็นสถานที่ทำพิธีสำคัญหลายอย่าง

ต่อมาคือ เจดีย์พุทธคยา บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนที่เป็นกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร รวมถึงเมืองบาดาล ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดเก่า ที่เมื่อ 30 ปี ที่แล้วได้มีการสร้างเขื่อน จนทำให้ที่นี่จมอยู่ใต้น้ำมายาวนาน ง

ใครมาเที่ยวที่นี่ก็สามารถล่องเรือมาชมตัวโบสถ์กลางน้ำ รวมถึงในช่วงน้ำลดยังสามารถเดินเที่ยวเล่น ถ่ายรูปได้อย่างประทับใจเลยก็ว่าได้

ที่ตั้ง : อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

10.น้ำตกเจ็ดสาวน้อย จ.สระบุรี

น้ำตกชั้นเล็ก ๆ กว่า 7 ชั้น ที่เต็มไปด้วยธารน้ำและแอ่งน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งจนกลายเป็นสถานที่เล่นน้ำอย่างสนุกสนานของเหล่านักท่องเที่ยวที่เลือกเดินทางมาพักผ่อน โดยตัวน้ำตกนั้นตั้งอยู่ภายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อย ที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อนสลับไปมากับพื้นที่ราบ ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก เพราะมีน้ำไหลผ่านตลอดทั้งปี

ในอดีตที่นี่เคยมีการบุกรุกทำลายพื้นที่ธรรมชาติไปจำนวนมาก แต่ปัจจุบันก็ได้รับการฟื้นฟูจนกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตจนถึงทุกวันนี้

ชั้นน้ำตกที่สวยที่สุดก็คือบริเวณชั้น 4 แต่ที่นี่ก็ยังเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกฤดูกาลเสมอ ใคร

มาช่วงอื่นก็จะได้รับความสวยงามที่แตกต่างไปอีกแบบ ก็ถือเป็นสิ่งดี ๆ ที่น่าประทับใจในระหว่างการเที่ยวพักผ่อนอีกแบบเลยก็ว่าได้

ที่ตั้ง : ม.9 บ.แก่งหลุ ต.มวกเหล็ก อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

เวลาเปิดปิด : เวลา 08.30-16.30 น.

โทรศัพท์ : 036 344 416

เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับเพื่อน ๆ ที่กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติไว้เป็นทางเลือกเดินทางไปพักผ่อนแบบใกล้ๆ และสูดอากาศบริสุทธิ์สดชื่นได้อย่างเต็มปอดในช่วงหน้าฝนเลยก็ว่า

คำยอดนิยม